วันจันทร์, 10 สิงหาคม 2569

ทำไมเชียงรายจึงน้ำท่วมซ้ำซาก? คำตอบอาจไม่ได้มีแค่ “ฝนตกหนัก”

ทำไมเชียงรายจึงน้ำท่วมซ้ำซาก? คำตอบอาจไม่ได้มีแค่ “ฝนตกหนัก”

เมื่อพูดถึงน้ำท่วมเชียงราย หลายคนมักนึกถึงฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก หรือแม่น้ำล้นตลิ่งเป็นอันดับแรก แต่หากมองในระดับ “ลุ่มน้ำ” จะพบว่า ปัญหาน้ำท่วมเชียงรายมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก

เชียงรายไม่ได้มีระบบน้ำเพียงสายเดียว แต่มีทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย–รวก และแม่น้ำอิง ซึ่งรับน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำคนละทิศทาง ก่อนระบายลงสู่แม่น้ำโขงในที่สุด

ดังนั้น น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในแต่ละอำเภอจึงอาจมีสาเหตุและลักษณะแตกต่างกัน ไม่สามารถใช้คำอธิบายเดียวกับทั้งจังหวัดได้

ฝนตกหนักคือจุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

ข้อมูลเหตุการณ์น้ำท่วมหลายครั้งในช่วงปี 2567–2568 แสดงให้เห็นว่า “ฝนหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ” เป็นตัวกระตุ้นสำคัญของน้ำป่าและน้ำหลาก

ตัวอย่างเช่น ช่วงวันที่ 9–11 กันยายน 2567 มีฝนสะสมมากกว่า 200 มิลลิเมตรในหลายพื้นที่ ก่อนระดับน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำอิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

อีกเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 มีรายงานปริมาณฝนรายวันสูงถึง 317.5 มิลลิเมตรที่อำเภอพญาเม็งราย

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า สำหรับน้ำท่วมฉับพลัน ปริมาณฝนที่ตกหนักภายใน 24–72 ชั่วโมงอาจมีความสำคัญมากกว่าการดูเพียงปริมาณฝนสะสมตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม ฝนที่ตกลงมาไม่ได้กลายเป็นน้ำท่วมทันทีทุกแห่ง ความรุนแรงของน้ำท่วมยังขึ้นอยู่กับพื้นที่รับน้ำ ความลาดชันของภูมิประเทศ ความสามารถของแม่น้ำในการรองรับน้ำ รวมถึงสิ่งกีดขวางและระบบระบายน้ำในพื้นที่ชุมชนด้วย

เชียงรายไม่ได้มี “ลุ่มน้ำเดียว”

สิ่งที่มักถูกมองข้ามคือ จังหวัดเชียงรายมีหลายระบบลำน้ำที่มีพฤติกรรมแตกต่างกัน

ทางตอนเหนือและตะวันตกของจังหวัดได้รับอิทธิพลจากแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งหลายส่วนมีพื้นที่ต้นน้ำอยู่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา

เมื่อพื้นที่ต้นน้ำมีฝนตกหนัก น้ำสามารถไหลลงสู่แม่สายและพื้นที่ตอนล่างได้อย่างรวดเร็ว พร้อมตะกอน ดิน โคลน เศษไม้ และวัสดุต่าง ๆ

ส่วนทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัด มี “ลุ่มน้ำอิง” เป็นระบบน้ำสำคัญ

แม่น้ำอิงรับน้ำจากพื้นที่จังหวัดพะเยาและบริเวณกว๊านพะเยา ก่อนจะไหลผ่านพื้นที่เชียงราย เช่น อำเภอเทิง พญาเม็งราย ขุนตาล และเชียงของ แล้วไหลลงแม่น้ำโขง

นี่คือเหตุผลที่การพูดถึงปัญหาน้ำท่วมเชียงรายโดยเน้นเฉพาะเมืองเชียงรายหรือแม่สาย อาจทำให้มองภาพไม่ครบทั้งจังหวัด

เหตุการณ์เดือนกันยายน 2567 มีข้อมูลยืนยันว่า ทั้งแม่น้ำกกและแม่น้ำอิงมีระดับน้ำล้นตลิ่งในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

ทำไมลุ่มน้ำอิงจึงต้องจับตาเป็นพิเศษ

พื้นที่ตามแนวแม่น้ำอิงจำนวนมากเป็นพื้นที่ราบลุ่ม เมื่อมีน้ำจากต้นน้ำไหลลงมาปริมาณมาก น้ำอาจแผ่เข้าท่วมพื้นที่กว้างและระบายช้ากว่าพื้นที่เชิงเขาที่น้ำมาเร็วและลดเร็ว

วันที่ 14 กันยายน 2567 มีรายงานว่าระดับน้ำบริเวณสะพานอิงอุดมสูงกว่าระดับตลิ่งประมาณ 2.03 เมตร

ก่อนหน้านั้นยังเคยมีการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำบริเวณสะพานอิงอุดม เพื่อช่วยเร่งการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ว่า “น้ำโขงหนุนน้ำอิง” ต้องอธิบายอย่างระมัดระวัง

ในทางอุทกวิทยา หากระดับน้ำแม่น้ำโขงบริเวณปลายน้ำสูงมาก ความต่างระดับระหว่างแม่น้ำอิงกับแม่น้ำโขงจะลดลง ส่งผลให้น้ำอิงระบายออกได้ช้าลง

แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกครั้งที่แม่น้ำโขงมีระดับสูงจะเกิดน้ำหนุนจนแม่น้ำอิงระบายไม่ได้

การยืนยันต้องนำระดับน้ำของทั้งสองแม่น้ำในช่วงเวลาเดียวกันมาเปรียบเทียบ

ตัวอย่างเช่น วันที่ 15 กันยายน 2567 แม้ระดับแม่น้ำโขงอยู่ในระดับสูง แต่การตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า ระดับน้ำอิงบริเวณปากแม่น้ำยังสูงกว่าแม่น้ำโขง ทำให้น้ำยังสามารถไหลออกได้

ดังนั้น คำว่า “น้ำโขงหนุน” จึงควรใช้เป็นเงื่อนไขที่ต้องตรวจสอบเป็นรายเหตุการณ์ ไม่ควรใช้เป็นคำอธิบายอัตโนมัติทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมในลุ่มน้ำอิง

ถนน การถมที่ และสิ่งก่อสร้างเกี่ยวข้องหรือไม่?

อีกปัจจัยหนึ่งที่ประชาชนพูดถึงมาก คือการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่จากการพัฒนาเมือง

ตัวอย่างที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ การถมที่ดินให้สูงขึ้น การสร้างถนน คันทาง หรือสิ่งก่อสร้างตัดผ่านพื้นที่น้ำไหล การลดขนาดคลองหรือทางน้ำเดิม รวมถึงช่องลอดน้ำที่อาจมีขนาดไม่สัมพันธ์กับปริมาณน้ำหลาก

ในหลักวิศวกรรม หากถนนหรือคันทางตัดผ่านพื้นที่ที่เคยเป็นทางน้ำหรือ floodplain และมีช่องระบายน้ำไม่เพียงพอ อาจทำให้ระดับน้ำด้านเหนือน้ำสูงขึ้นหรือเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำได้

แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องแยกระหว่างคำว่า “เป็นไปได้ในทางวิศวกรรม” กับ “พิสูจน์แล้วว่าเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง”

กรณีดอยหลวงกับโครงการรถไฟ ยังไม่ควรสรุปว่าเป็นต้นเหตุ

ในพื้นที่อำเภอดอยหลวง มีประชาชนบางส่วนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวถนนและการก่อสร้างโครงการรถไฟเด่นชัย–เชียงราย–เชียงของ ว่าอาจเกี่ยวข้องกับการไหลของน้ำและตะกอนในบางพื้นที่

ข้อมูลที่ตรวจสอบพบว่า ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 มีเหตุฝนหนัก น้ำจากลำห้วย น้ำข้ามถนน และน้ำกกล้นตลิ่งในพื้นที่ดอยหลวงจริง

มีรายงานบางจุดว่ามวลน้ำไหลผ่านท่อหรือช่องลอดจากด้านหนึ่งของถนนเข้าสู่พื้นที่ชุมชน

แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่พบหลักฐานทางวิศวกรรมหรือรายงานทางการที่ยืนยันว่า “การก่อสร้างทางรถไฟเป็นสาเหตุให้น้ำท่วมดอยหลวงรุนแรงขึ้น”

ส่วนข้อกล่าวอ้างที่เชื่อมโยงเหตุการณ์กับวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 โดยตรง ก็ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอรองรับ

ช่วงที่มีรายงานผลกระทบจากฝนหนักและน้ำท่วมเชียงรายอย่างชัดเจนในเดือนดังกล่าวอยู่ราววันที่ 22–30 กรกฎาคม 2568 ภายใต้อิทธิพลของพายุวิภาและร่องมรสุม

ดังนั้น สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การด่วนสรุปว่าสิ่งก่อสร้างเป็นต้นเหตุ แต่ควรตรวจสอบขนาดช่องลอดน้ำ ระดับท้องท่อ ระดับน้ำเหนือน้ำ–ท้ายน้ำ และเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำหลากตามหลักวิศวกรรม

เหมืองต้นน้ำเมียนมา: หลักฐานเรื่องมลพิษชัด แต่เรื่องน้ำท่วมยังพิสูจน์ไม่ได้

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา คือกิจกรรมเหมืองในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำบางสายที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทย

ปัจจุบันมีหลักฐานและการตรวจสอบจากหน่วยงานไทยเกี่ยวกับปัญหาคุณภาพน้ำ ตะกอน ความขุ่น สารหนู และโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก

ดังนั้น การพูดว่า “กิจกรรมต้นน้ำอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาตะกอนและคุณภาพน้ำ” มีหลักฐานรองรับ

แต่ยังไม่ควรสรุปว่า “เหมืองทำให้น้ำท่วมเชียงรายหนักขึ้น”

การพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวต้องมีข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ปริมาณตะกอนที่สะสมในแม่น้ำ การเปลี่ยนแปลงหน้าตัดลำน้ำ ความสามารถในการระบายน้ำก่อนและหลังการทำเหมือง รวมถึงแบบจำลองการไหลของน้ำ

ปัญหามลพิษกับปัญหาน้ำท่วมจึงต้องแยกวิเคราะห์ออกจากกัน

แล้วเขื่อนในลุ่มน้ำโขงเกี่ยวข้องหรือไม่?

ระดับน้ำแม่น้ำโขงได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งฝนในลุ่มน้ำ น้ำจากต้นน้ำ ลำน้ำสาขา และการบริหารจัดการเขื่อนหรือโครงการพลังน้ำ

ในบางช่วง ระดับน้ำโขงที่สูงสามารถทำให้ลำน้ำสาขาระบายได้ช้าลงในเชิงกลไก

แต่การกล่าวว่า “เขื่อนใดเขื่อนหนึ่งปล่อยน้ำแล้วทำให้เชียงรายน้ำท่วม” จำเป็นต้องมีข้อมูลเวลาเปิด–ปิดประตู อัตราการระบายน้ำ ระดับอ่างเก็บน้ำ ปริมาณฝน และระดับน้ำตามสถานีต่าง ๆ ที่สอดคล้องกัน

จากข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุว่า การปล่อยน้ำจากเขื่อนใดเขื่อนหนึ่งเป็นสาเหตุโดยตรงของเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงรายที่กล่าวถึง

ป่าลดลงอาจเป็นตัวแปรหนึ่ง แต่ไม่ใช่คำอธิบายทุกเหตุการณ์

ข้อมูลพื้นที่ป่าของจังหวัดเชียงรายแสดงว่า ระหว่างปี 2564–2566 พื้นที่ป่าลดลงรวมประมาณ 15,051 ไร่ หรือประมาณ 0.53%

ในทางอุทกวิทยา การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าและการใช้ประโยชน์ที่ดินสามารถส่งผลต่อการไหลบ่าของน้ำและการชะล้างพังทลายของดินได้

แต่ตัวเลขการลดลงของพื้นที่ป่าเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันว่า น้ำท่วมในปีใดปีหนึ่งเกิดจากการลดลงของป่า

จำเป็นต้องตรวจสอบว่าพื้นที่ป่าที่เปลี่ยนแปลงอยู่ในลุ่มน้ำใด อยู่บนพื้นที่ลาดชันเพียงใด และส่งผลต่อการไหลของน้ำในพื้นที่ปลายน้ำอย่างไร

ปัญหาน้ำท่วมเชียงรายจึงเป็น “ปัญหาทั้งระบบ”

เมื่อรวมข้อมูลทั้งหมด ปัญหาน้ำท่วมเชียงรายสามารถอธิบายได้ว่าเป็นผลจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่

  • ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ
  • น้ำจากพื้นที่ต้นน้ำทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
  • ภูมิประเทศภูเขาสลับที่ราบลุ่ม
  • ความสามารถของแม่น้ำและคลองในการรองรับน้ำ
  • ระดับน้ำปลายน้ำ เช่น แม่น้ำโขง ในบางช่วงเวลา
  • ถนน คันทาง ช่องลอดน้ำ และสิ่งก่อสร้างที่อาจเปลี่ยนเส้นทางน้ำในบางพื้นที่
  • การถมที่และการใช้ประโยชน์ที่ดิน
  • พื้นที่ซับน้ำและพื้นที่รับน้ำที่ลดลง
  • ตะกอนและสิ่งกีดขวางในลำน้ำ

กล่าวอีกอย่างคือ “น้ำท่วมเชียงรายไม่ใช่ปัญหาของคลองหรือแม่น้ำสายใดสายหนึ่ง แต่เป็นปัญหาระดับลุ่มน้ำหลายระบบ”

แล้วควรแก้ปัญหาอย่างไร?

สิ่งที่ควรทำจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการขุดลอกคลองหลังน้ำท่วม

การขุดลอกอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำในบางพื้นที่ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาฝนหนักจากต้นน้ำ น้ำหลากจากภูเขา การใช้พื้นที่ floodplain หรือระดับน้ำปลายน้ำได้ทั้งหมด

แนวทางระยะยาวควรประกอบด้วย

  1. เชื่อมข้อมูลฝนและระดับน้ำของแม่น้ำกก สาย รวก อิง และโขงให้เห็นภาพเดียวกันแบบใกล้เวลาจริง
  2. สำรวจถนน ทางรถไฟ สะพาน และช่องลอดน้ำทุกจุดที่ตัดผ่านทางน้ำเดิม โดยคำนวณว่ารองรับปริมาณน้ำหลากได้จริงหรือไม่
  3. จัดทำทะเบียนคลอง ลำห้วย และพื้นที่รับน้ำ เพื่อป้องกันการถมพื้นที่ที่เป็นเส้นทางระบายน้ำสำคัญ
  4. แยกแผนบริหารน้ำของเมืองเชียงราย–แม่สาย ออกจากแผนของลุ่มน้ำอิง เพราะลักษณะน้ำท่วมและระบบน้ำแตกต่างกัน
  5. ฟื้นฟูลำห้วย พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่รับน้ำ และป่าริมน้ำ เพื่อช่วยหน่วงน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่ชุมชน
  6. เพิ่มระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลน้ำและฝนกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำในเมียนมาและลุ่มน้ำโขง
  7. หลังเกิดน้ำท่วมทุกครั้ง ควรจัดทำรายงานวิเคราะห์สาเหตุจากข้อมูลจริง เช่น ปริมาณฝน ระดับน้ำ กล้อง CCTV สภาพช่องลอดน้ำ และสถานะงานก่อสร้าง แทนการสรุปสาเหตุจากภาพหรือความคิดเห็นเพียงอย่างเดียว

บทสรุป

เชียงรายมีภูมิประเทศและระบบลำน้ำที่ซับซ้อน น้ำท่วมในแม่สาย เมืองเชียงราย ดอยหลวง เทิง พญาเม็งราย หรือเชียงของ อาจเกิดจากกลไกที่ไม่เหมือนกัน

การแก้ปัญหาจึงต้องมองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่ภูเขาในพื้นที่ต้นน้ำ ทางน้ำในหมู่บ้าน ระบบระบายน้ำในเมือง ไปจนถึงระดับแม่น้ำโขง

และที่สำคัญ การตั้งคำถามกับถนน ทางรถไฟ เหมือง หรือเขื่อน สามารถทำได้และควรตรวจสอบ แต่การระบุว่า “สิ่งใดคือสาเหตุ” ควรใช้ข้อมูลทางอุทกวิทยาและวิศวกรรมมายืนยัน

เพราะหากเราเข้าใจสาเหตุผิด การลงทุนแก้ปัญหาก็อาจผิดจุด และเชียงรายอาจต้องกลับมาเผชิญคำถามเดิมทุกครั้งเมื่อฤดูฝนมาถึง

หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงจากข้อมูลที่ตรวจสอบถึงวันที่ 10 สิงหาคม 2569 โดยอ้างอิงข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (ThaiWater) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมชลประทาน กรมป่าไม้ หน่วยงานจังหวัดเชียงราย และข้อมูลของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ทั้งนี้ ข้อสังเกตบางประเด็น เช่น ผลของสิ่งก่อสร้างเฉพาะจุด จำเป็นต้องมีผลสำรวจทางวิศวกรรมเพิ่มเติมก่อนสรุปเชิงเหตุ–ผล

ผลสำรวจ
https://www.facebook.com/share/p/1CutzockqM/