
เชียงราย 2568 : เศรษฐกิจสองขั้ว – โตบน กระแทก ล่าง
ในขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมดูเหมือนจะกลับมาฟื้นตัว โดยเฉพาะรายงานจากกรมสรรพากรที่สามารถจัดเก็บรายได้ภาษีในเดือนเมษายน 2568 ได้สูงถึง 171,921 ล้านบาท มากกว่าที่ประเมินไว้ถึง 7,732 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเกือบ 7% ความจริงอีกด้านที่หลายคนมองไม่เห็นกลับเกิดขึ้นในชุมชนเล็ก ๆ และตลาดท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนอย่าง “เชียงราย”
แม้ในไตรมาสแรกของปีนี้ จังหวัดเชียงรายมีการจดทะเบียนธุรกิจใหม่สูงถึง 241 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มบริการ การค้าส่ง-ค้าปลีก และกิจกรรมอสังหาริมทรัพย์ แต่เมื่อย้อนกลับไปมองในระดับชุมชน เสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้าตลาดสดและถนนคนเดินกลับเต็มไปด้วยความเงียบเหงา หลายคนขายของได้น้อยกว่า 300 บาทต่อวัน จากเดิมที่เคยขายได้หลักพัน ร้านค้าหลายแห่งทยอยปิดกิจการเพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ไหว
นี่คือปรากฏการณ์ “เศรษฐกิจสองขั้ว” ที่น่ากังวลอย่างยิ่งในปี 2568 — เศรษฐกิจในระดับบนดูเหมือนจะเคลื่อนไปได้ดี ในขณะที่เศรษฐกิจระดับล่างกลับติดหล่ม
ปัจจัยที่ฉุดเศรษฐกิจฐานรากเชียงราย
การท่องเที่ยวไม่ฟื้นตัวเต็มที่: เชียงรายยังคงพึ่งพาฤดูกาลท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งมีช่วงเวลาสั้น และปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ยังไม่กลับมาเต็มที่ โดยเฉพาะจากกลุ่มจีนและยุโรป ทำให้รายได้ชุมชนลดลง
หมอกควันและ PM2.5: ฝุ่นควันยังเป็นปัญหาหลักของภาคเหนือ ส่งผลทั้งต่อสุขภาพและภาพลักษณ์ของเมืองท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยยกเลิกการเดินทางเพราะหวั่นผลกระทบด้านสุขภาพ
ต้นทุนชีวิตและธุรกิจสูงขึ้น: ค่าครองชีพโดยรวม ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และราคาสินค้าส่งปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ของชาวบ้านไม่ได้เพิ่มตาม ทำให้กำลังซื้อลดลง
พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป: การซื้อขายเปลี่ยนผ่านไปยังแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ร้านค้ารายย่อยในชุมชนที่ไม่สามารถปรับตัวทันกับเทคโนโลยีจึงตกขบวนและสูญเสียลูกค้าอย่างรวดเร็ว
ขาดระบบสนับสนุน SME จริงจัง: หลายโครงการช่วยเหลือของรัฐไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าตลาดล่างได้จริง หลายคนไม่มีความรู้ด้านการตลาด ไม่มีเครื่องมือ และไม่สามารถขอสินเชื่อหรือรับทุนสนับสนุนได้
การแข่งขันไม่เท่าเทียม: งานอีเวนต์ใหญ่ในเมืองมักดึงดูดกลุ่มทุนจากภายนอก ในขณะที่ผู้ประกอบการในพื้นที่กลับไม่สามารถแข่งขันได้ ส่งผลให้รายได้ไม่กระจายเท่าเทียม
เสียงจากฐานราก: ความยากลำบากที่ถูกมองข้าม
แม้เชียงรายจะดู “คึกคัก” บ้างในตัวเมือง แต่ในรอบนอก เขตชานเมือง ตำบลเล็ก ๆ ยังเผชิญกับภาวะซบเซาหนัก พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่อายุเกิน 50 ปี ไม่มีสมาร์ทโฟน ไม่มีบัญชีพร้อมเพย์ และไม่เข้าใจระบบดิจิทัล การขายของยังคงเป็นแบบเดิม ๆ ด้วยวิธีปากต่อปาก และลูกค้าประจำที่เริ่มหายไปเรื่อย ๆ
เสียงเล็ก ๆ ของชาวบ้านเหล่านี้มักไม่มีพื้นที่ในสื่อหลัก พวกเขาไม่ได้มีเวลาฟังพอดแคสต์ หรือติดตามนโยบายเศรษฐกิจโลก แต่เขาสัมผัสได้จากการที่ “ข้าวสารแพงขึ้น แต่ขายของได้น้อยลง” และนั่นคือวิกฤตที่ควรได้รับการพูดถึงอย่างจริงจัง
ทางออก: เพื่อให้เศรษฐกิจโตแบบไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
- สนับสนุน SME และรายย่อยอย่างจริงจัง: ไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่ต้องมีระบบฝึกอบรม เทคโนโลยีราคาถูก ช่องทางตลาด และการเข้าถึงทุน
- ลดต้นทุนชีวิต: โดยเฉพาะค่าครองชีพ และต้นทุนการดำเนินธุรกิจขนาดเล็ก เช่น ค่าขนส่ง ค่าวัตถุดิบ
- พัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และท่องเที่ยวชุมชน: คืนชีวิตให้กับรอบนอกของเชียงราย โดยไม่เน้นเฉพาะแลนด์มาร์กในเมือง
- ลดความเหลื่อมล้ำในนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจ: คำนึงถึงคนตัวเล็กในทุกโครงการ ไม่ใช่แค่ทุนใหญ่
5. ส่งเสริมสุขภาพสิ่งแวดล้อม: ปัญหาฝุ่นควันคือเรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ให้ได้ก่อนฤดูท่องเที่ยวจะมาถึง
สรุป: ตัวเลขรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น และจำนวนบริษัทใหม่ที่จดทะเบียนในเชียงรายอาจดูเป็นสัญญาณบวก แต่หากมองลึกลงไปยังรากฐานของชุมชน ยังมีพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมากที่กำลังเผชิญกับความเปราะบางอย่างหนัก เศรษฐกิจที่ยั่งยืนจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และนั่นคือโจทย์ใหญ่ที่เราทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ครับ